ข้อมูลโครงการวิจัย มหาวิทยาลัยราชธานี

          

ข้อมูลโครงการวิจัย
ชื่อโครงการวิจัย   ::     ปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัยในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี
ปีงบประมาณ   ::    2558
หัวหน้าโครงการวิจัย   ::    ภรณี แก้วลี
ผู้ร่วมโครงการวิจัย   ::   
แหล่งเงินสนับสนุน   ::    ภายใน
งบประมาณโครงการ   ::    125000
ประเภทโครงการวิจัย   ::    พรรณนา
สาขาวิชา   ::    วิชาการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น
ผลการดำเนินงาน   ::    ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่
เอกสารงานวิจัย   ::    ปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัยในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี
บทคัดย่อโครงการวิจัย   ::          การวิจัยเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ที่อยู่ในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี ตัวอย่างที่ศึกษาเป็นผู้ปกครอง และเด็กอายุแรกเกิดถึง 5 ปี ที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี ที่ได้มาได้มาด้วยความสมัครใจ ขนาดของกลุ่มตัวอย่างคำนวณโดยวิธีการของ Krejeie & Morgan (1970) ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 377 คน เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง และประเมินพัฒนาการเด็ก ในช่วงเดือนเมษายน – มิถุนายน 2559 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์ ใช้กับบิดา มารดา หรือผู้เลี้ยงดู แบบประเมินความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก และแบบประเมินพัฒนาการเด็กโดยใช้คู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยภายใต้โครงการส่งเสริมพัฒนาการเด็กเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 ที่มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) เท่ากับ 0.81 0.85 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการเด็ก โดยใช้ Chi-square test ผลการวิจัยพบว่า 1. เด็กมีพัฒนาการโดยรวมเหมาะสมตามวัยร้อยละ 78 ไม่เหมาะสมตามวัยร้อยละ 22 เด็กมีพัฒนาการด้านการช่วยเหลือตนเองและสังคม ไม่เหมาะสมตามวัยมากที่สุดคือ ร้อยละ 10.6 รองมาคือพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว ร้อยละ 6.4 คะแนนความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการเด็กของบิดามารดา หรือผู้ดูแล ร้อยละ 38.5 อยู่ในระดับต่ำ ร้อยละ 56.5 อยู่ในระดับปานกลาง และร้อยละ 5 อยู่ในระดับสูง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 10.32 คะแนน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.98 2. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการเด็กปฐมวัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 ได้แก่ การเจ็บป่วยของเด็กด้วยเรื่องไข้สูง โรคอุจจาระร่วง โรคปอดบวม หูน้ำหนวก ชัก การกินนมแม่ ความสัมพันธ์ภายในครอบครัว และปัจจัยด้านความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมพัฒนาการเด็กของบิดา มารดา หรือผู้ดูแลเด็ก จากผลการศึกษาพบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการเด็กจะเป็นปัจจัยจากตัวเด็กและจากครอบครัว ซึ่งข้อมูลนี้จะสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการส่งเสริมพัฒนาการและการแก้ปัญหาพัฒนาการของเด็กในระดับครอบครัว และประเทศชาติได้ต่อไป
ช่วงเวลาเผยแพร่   ::    2559-07-00
หน่วยน้ำหนัก   ::    0.2